คำถามที่พบบ่อย (FAQ)-วิธีช่วยคนตกน้ำ


คำถาม  :  อยากทราบว่าการผายปอดโดยการเมาส์ทูเมาส์ทำอย่างไร ?

คำตอบ  :   วิธีการผายปอดโดยการทำ mouth to mouth นั้น ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า เราต้องหายใจเข้าเอาออกซิเจนไปฟอกโลหิตดำให้เป็นโลหิตแดง จากนั้นโลหิตแดงจะเอาออกซิเจน ไปเลี้ยงเซลต่างๆ ในร่างกายโดยเฉพาะเซลสมอง ซึ่งถ้าหากขาดออกซิเจนเพียง 4 นาที เซลสมองก็จะเกิดความเสียหาย ดังนั้นเมื่อคนจมน้ำ, ถูกรัดคอ, แขวนคอ หรือมีสิ่งแปลกปลอม มาอุดตันหลอดลม (เช่น ลูกอม, เมล็ดผลไม,้ ข้าวเหนียว, ซาลาเปา หรือขนมชั้นฯ) อยู่ในห้องที่มีแก๊สหรืออยู่ในรถที่มีคาร์บอนมอนนอกไซด์ (ไอเสียรถยนต์) ถูกไฟดูด, ฟ้าผ่า ฯลฯ มีหลายสาเหตุที่ทำให้หายใจไม่ได้ ซึ่งหากเราขาดอากาศหายใจเพียง 4 นาที เซลสมองก็จะเสียหาย เมื่อเซลสมองเสียหาย แล้วช่วยไม่ทันก็ตาย หรือถ้าหากไม่ตายก็อาจกลายเป็นเจ้าชาย หรือเจ้าหญิงนิทรา โดยปกติอากาศรอบๆ ตัวเรามีออกซิเจนปนอยู่ประมาณ 21 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเราหายใจเข้าเอาออกซิเจนเข้าไปในปอดเพื่อฟอกโลหิตดำเป็นโลหิตแดง (การแลกเปลี่ยนออกซิเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์) ขั้นตอนนี้ใช้ออกซิเจนไป 4 เปอร์เซ็นต์ เหลือออกซิเจนกลับออกมากับลมหายใจออก 17 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพียงพอ สำหรับความต้องการของคนจมน้ำ (ขาดอากาศหายใจ) ดังนั้นเมื่อเราเป่าลมหายใจออกของเรา ผ่านเข้าไปทางปากของเขา ปอดของเขาก็จะได้รับออกซิเจนเพียงพอ ที่จะฟอกโลหิตดำให้เป็นโลหิตแดง แล้วส่งไปให้หัวใจซึ่งจะทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตแดง นำเอาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนการทำ Mouth to mouth นั้น เราจะต้องนั่งคุกเข่าคร่อมหัวไหล่ทางด้านข้างของผู้ประสบภัย สมมุติว่าเรานั่งคุกเข่า คร่อมหัวไหล่ซ้ายของผู้ประสบภัย มือขวาของเราจะอยู่ด้านบน หรือด้านศีรษะของผู้ประสบภัย จากนั้นใช้ด้านข้างของฝ่ามือขวาที่ต่อลงมาจากนิ้วก้อย กดที่หน้าผากตรงรอยต่อกับผม ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางของมือซ้าย ดึงกระดูกกรามด้านข้าง ๆ คางของผู้ประสบภัย ให้ใบหน้าของผู้ประสบภัยเงยขึ้นให้มากที่สุด เพื่อให้ทางเดินอากาศ (หลอดลม) เปิดกว้างที่สุด จากนั้นเราจะใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้มือขวา ซึ่งกดหน้าผากของผู้ประสบภัยอยู่บีบจมูกของผู้ประสบภัย พร้อมกับอ้าปากของเรา ครอบริมฝีปากของผู้ประสบภัยให้มิด เป่าลมหายใจออกของเราเข้าไปประมาณ 500 ซีซี พอ ๆ กับการหายใจออกตามปกติหรือมากกว่าเล็กน้อย เมื่อเป่าลมเข้าไปเสร็จแล้ว จึงยกปากของเราขึ้นจากการครอบ และขณะเดียวกันก็ปล่อยนิ้วที่บีบจมูกของผู้ประสบภัย เพื่อให้อากาศไหลกลับออกมา ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 4–5 วินาที จากนั้นก็บีบจมูกประกบปากเป่าใหม่ จังหวะในการทำก็ประมาณ 20 ครั้งต่อ 1 นาที ทำเช่นนี้ต่อเนื่องไปจนกว่าเขาจะกลับมาหายใจได้เอง หรือมีแพทย์ พยาบาลมารับช่วงต่อจากเรา การช่วยหายใจด้วยวิธี Mouth to mouth และการเปิดทางเดินอากาศนี้สามารถทำได้ ทั้งในท่านั่งในรถยนต์, ท่านอน ยืนอยู่ในน้ำตื้น หรือลอยตัวพร้อมอุปกรณ์ในน้ำลึก จะเห็นได้ว่าการทำ Mouth to mouth สามารถทำได้แทบทุกสถานที่ทันทีที่เราสัมผัสตัวผู้ประสบภัย ซึ่งจะทำให้ผู้ประสบภัยมีโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น เนื่องจากสมองของผู้ประสบภัยจะขาดออกซิเจนได้ไม่เกิน 4 นาที ถ้าหากเกิน เซลสมองก็จะเริ่มเสียหายจนไปถึงขั้นเสียชีวิต  แต่การทำ Mouth to mouth นี้มักจะต้องทำควบคู่ไปกับการนวดหัวใจ เพราะเป็นอาการที่ต่อเนื่องกันของผู้ประสบภัย คือหลังจากขาดอากาศหายใจได้สักพักหนึ่ง หัวใจก็จะหยุดเต้นซึ่งเสียชีวิตแน่นอน ดังนั้นเมื่อเราทำ Mouth to mouth ให้ 2 ครั้งแรก จากนั้นเราจะต้องตรวจชีพจรดูว่าระบบไหลเวียนโลหิตทำงานหรือไม่ (หัวใจเต้น) ซึ่งจะนำออกซิเจนไปเลี้ยงเซลตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนั้นในการฝึกเราจึงต้องฝึกการผายปอด และนวดหัวใจควบคู่กันไป หากคนไทยได้รับการฝึกให้สามารถกู้ชีพด้วยการผายปอด และนวดหัวใจได้ละก็ จะเป็นการเพิ่มโอกาสของการรอดชีวิตให้แก่ผู้ประสบภัยได้มากขึ้นแน่นอน การอบรมเรื่องการปฐมพยาบาลการกู้ชีพด้วยการผายปอดและนวดหัวใจนั้น มีอบรมที่สภากาชาดไทย โดยใช้เวลา 5 วัน นอกจากนี้ก็มีที่โรงพยาบาลกรุงเทพ, โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และที่สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ถ้าหากสนใจจะเข้ารับการอบรมที่สมาคมเพื่อช่วยชีวิตทางน้ำก็ได้ เราอบรมทั้งการช่วยคนตกน้ำ การเอาชีวิตรอดจากอุบัติภัยทางน้ำ รวมทั้งการผายปอด และนวดหัวใจด้วย


คำถาม  :  กรุณาบอกวิธีการช่วยคนตกน้ำด้วย อยากทราบว่ามีท่าอะไรบ้าง ขอวิธีการแบบครบถ้วน

คำตอบ :  วิธีช่วยคนตกน้ำมีท่าอะไรบ้าง เอาคำตอบแบบครบถ้วนเสียด้วย เอาง่าย ๆ สั้น ๆ พอสังเขปดังนี้ ยื่น, โยน, ลุย, พาย, ไป, ลาก/พา

การช่วยคนตกน้ำ มี 2 วิธี

1. ผู้ช่วยอยู่บนฝั่งบนตลิ่งบนเรือ
ผู้ช่วยไม่เปียก ปลอดภัยแน่นอน จากนั้นก็ช่วยด้วย
    1.1 การยื่นอุปกรณ์ให้คนตกน้ำจับ เช่น เสื้อ กางเกง ผ้าขาวม้า ผ้าเช็ดตัว เข็มขัด กิ่งไม้ ท่อนไม้ ไม้ง่ามลูกเสือ ตามสระว่ายน้ำก็จะมี HOOK (ไม้ตะขอ) เตรียมไว้สำหรับช่วยผู้ประสบภัย
    1.2  การโยนอุปกรณ์ที่ลอยน้ำให้คนตกน้ำจับหรือเกาะ เช่น ขวดน้ำ ถังพลาสติก ห่วงชูชีพ ยางในรถยนต์ และเราอาจจะเอาเชือกมาผูกอุปกรณ์เหล่านั้น เพื่อที่จะลากคนตกน้ำเข้าฝั่ง หรือหากโยนพลาดก็สาวเข้ามาแล้วโยนให้อีกครั้งหนึ่ง
    1.3  การลุยน้ำออกไปช่วย ในพื้นที่ที่ระดับน้ำตื้นยืนถึง เช่น ในลำธาร น้ำตก หรือชายทะเล ที่เราสามารถจะลุยน้ำออกไปได้ ก็ควรจะลุยน้ำออกไปแล้วใช้อุปกรณ์ตามข้อ 1.1 หรือ 1.2 ยื่น หรือโยนให้คนตกน้ำจับแล้วพาเข้าฝั่ง ข้อ 1.1-1.3 เป็นวิธีการช่วยคนตกน้ำที่มีความปลอดภัยเกือบจะ 100 % เพราะเราผู้ช่วยอยู่บนฝั่งหรือยืนได้ในน้ำตื้น
    1.4  การใช้เรือออกไปช่วยเรือในที่นี้หมายถึงเรือหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่มีขนาดใหญ่พอควร ลอยน้ำได้ แล้วตัวเราอยู่ข้างบนหรือข้างใน เช่น กระดานโต้คลื่น กระดานเล่นใบ เจ็ทสกี เรือพาย เรือแคนู เรือกรรเชียง เรือใบ ฯลฯ ประเภทเรือนี่มีหลายขนาดนัด ปกติเมื่อเคลื่อนเข้าไปใกล้ตัวคนตกน้ำ ก็จะใช้อุปกรณ์ตามข้อ 1.1, 1.2 ยื่นหรือโยนให้คนตกน้ำจับแล้วพาเข้าหาเรือ หากเป็นเรือขนาดเล็ก ต้องระมัดระวังหากจะให้คนตกน้ำปีนขึ้นทางกราบเรือ เรืออาจจะพลิกคว่ำได้ ดังนั้นหากเป็นไปได้ ให้ขึ้นทางท้ายเรือ อย่าลืมดับเครื่องด้วยหากเป็นเรือเครื่องที่มีใบพัด แต่ถ้าเป็นเรือใหญ่ ๆ จะขึ้นด้านใดก็ได้

2.  การกระโดดลงน้ำแล้วว่ายเข้าไปช่วยคนจมน้ำ หรือตกน้ำ
วิธีแบบนี้อันตรายมาก เพราะจะทำให้คนช่วยเสียชีวิตมาเยอะแล้ว เนื่องจากไม่รู้วิธีการช่วยที่ถูกต้อง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งนักว่ายน้ำ คนว่ายน้ำเก่ง ๆ ตายเพราะว่ายน้ำเข้าไปช่วยนี่แหละ
    2.1 การลงน้ำไปช่วยคนตกน้ำ จมน้ำ จำไว้ว่าต้องเอาอุปกรณ์ช่วยไปด้วย เช่น แท่งโฟมยาว ๆ (Kick board ซึ่งถ้าหากเล็กและสั้นเกินไป ก็จะไม่ปลอดภัย) ห่วงหรือยางในรถยนต์ หรือเราใส่เสื้อชูชีพไป เมื่อว่ายน้ำเข้าไปจวนถึงตัวคนตกน้ำ ให้หยุดอยู่ห่าง ๆ แล้วใช้อุปกรณ์ที่เอาไปด้วยยื่น หรือโยนให้คนตกน้ำเกาะ อย่าพยายามเข้าไปจนถึงตัวคนตกน้ำ เพราะเขาอาจจะเข้ามากอดเราแน่นเสียจนแกะไม่ออก และจะพาเราจมน้ำไปด้วย หากไม่มีอุปกรณ์ก็ให้ใช้ผ้าเช็ดตัวตัว ผ้าขาวม้า เข็มขัด หรืออะไรก็ได้ที่ยาว ๆ หน่อย จะได้ป้องกันไม่ให้เราต้องเข้าไปใกล้เขามากเกินไป ถ้าเป็นอุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้ก็จะดีมาก เพราะเมื่อยื่นให้เขาจับหรือเกาะแล้วเขาก็จะลอยน้ำอยู่ได้ ความตื่นตกใจก็จะลดลง ทำให้เราช่วยได้ปลอดภัยมากขึ้น หากยื่นให้แล้วเขายังตกใจ และโผเข้ามาจะกอดเรา ก็ให้รีบดำน้ำหนี รับรองเขาไม่ดำตามเราลงไปแน่ ๆ
    2.2 การลาก/พา
         2.2.1  การลาก / พา คนจมน้ำที่สงบพวกว่ายน้ำเป็น หมดแรง หรือเป็นตะคริว ไม่ตื่นตกใจ ลากพาง่าย เบาแรง ไม่ค่อยมีอันตราย
         2.2.2  การลาก / พา คนจมน้ำที่ตื่นตกใจ กลัวจมน้ำตาย พวกนี้ต้องใช้ท่า Cross chest (เอารักแร้เราหนีบบนบ่าคนจมน้ำ แขนพาดผ่านหน้าอกแบบสะพายแล่ง ไปจับซอกรักแร้อีกด้านของคนจมน้ำ) ว่ายน้ำด้วยท่า Side stroke ท่านี้เหนื่อยหนักแรง และมีอันตรายมากๆ
         2.2.3  คนจมน้ำที่สลบ ต้องใช้ท่าลาก / พา ที่ประคองหน้าคนจมน้ำให้พ้นน้ำตลอด เพื่อที่ปากและจมูกของเขาจะพ้นน้ำ ทำให้หายใจได้ตลอด


คำถาม : อยากทราบท่าว่ายน้ำต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือคนตกน้ำ

คำตอบ : ท่าว่ายน้ำที่ใช้ในการช่วยคนตกน้ำมี 4 ท่า ใช้สำหรับการว่ายออกไป 2 ท่า ว่ายกลับ (ท่าลาก พา) อีก 2 ท่า [โดยประมาณอาจะมีท่าอื่นอีก แต่ไม่นับเป็นท่าช่วยคนตกน้ำ]

1. ว่ายออกไป 2 ท่า ได้แก่
    1.1 ฟรีสไตล์หรือชื่อจริง Front crawl ยกศีรษะ
    1.2 กบ (Breast stroke) ยกศีรษะ

ทั้ง 2 ท่านี้ เราจะว่ายพร้อมกับยกศีรษะเพื่อจะได้เห็นคนตกน้ำ ว่ายได้ตรงทิศทาง ประเมินสถานการณ์ของคนตกน้ำได้ หากเขาจมลงไปก็สามารถจำจุดจมได้ นอกจากนี้เรายังใช้เสียงพูด หรือตะโกนให้กำลังใจ ให้คำแนะนำแก่คนตกน้ำได้ เมื่อว่ายไปจวนจะถึงคนตกน้ำ ห่างประมาณ 2-3 เมตร เราจะหยุดแล้วทำท่าคุม เพื่อป้องกันการโผเข้ากอดรัดเรา แล้วยื่นอุปกรณ์ลอยน้ำได้เช่น แท่งโฟมยาว 1 เมตรขึ้นไป (ไม่ใช่ Kick board สั้นไปอันตราย) ให้คนตกน้ำจับแล้วลากเข้าฝั่ง

2. ท่าว่ายกลับ 2 ท่า (ท่าลาก)
    2.1 ท่ากึ่งกบหงาย (Elementary back stroke)
    2.2 ท่าว่ายตะแคง (Side stroke)

2 ท่านี้ จะใช้ตามลักษณะการลากพาคนตกน้ำ
ท่าในการลากก็มี ลากด้วยอุปกรณ์ลอยน้ำต่างๆ เช่น Rescue tube ยางในรถยนต์สูบลม ห่วงชูชีพ เข็มขัด เสื้อ กางเกง หากไม่มีอุปกรณ์ก็ใช้ท่าลากอื่น ๆ เช่น ดึงผม ดึงคอเสื้อ ดึงแขน ดึงรักแร้ข้างเดียวหรือ 2 ข้าง ฯลฯ จำไว้ว่า ท่าพวกนี้อันตรายมาก ปกติห้ามใช้เด็ดขาด เพราะอาจถูกกอดรัดได้ เราจะใช้สำหรับคนตกน้ำที่ไม่ตื่นตระหนกตกใจ พูดรู้เรื่อง ท่าว่ายน้ำก็มีท่ากบ หรือท่า Side stroke แล้วแต่ว่าจับมือเดียว หรือ 2 มือ หากคนตกน้ำตื่นตระหนกมาก จะกอดรัดเรา ต้องใช้ท่า Cross chest คือท่าที่เอารักแร้ของเราหนีบหัวไหล่คนตกน้ำ แล้วสอดแขนข้างที่หนีบนั้นสะพายแล่ง ผ่านหน้าอกไปล๊อคใต้รักแร้คนตกน้ำ หากยิ่งดิ้นมากก็เอามืออีกข้างหนึ่ง ไปจับมือของเรา ที่สอดไปใต้รักแร้เขาแล้วดึงรัดให้แน่น ท่านี้ต้องระมัดระวังมาก ๆ เพราะหากเขาดิ้นหลุดก็จะกอดรัดเราได้ หากจะต้องลงน้ำแล้วว่ายน้ำไปช่วยคนตกน้ำ จงเอาอุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้ดี ๆ ไปด้วย เช่น ถังแกลลอนเปล่า แล้วยื่นให้เขาจับ อย่าเข้าไปใกล้จนเขาอาจจะจับ หรือกอดรัดเราได้ ไม่เช่นนั้นอาจจะจมน้ำตายทั้งคนช่วย และคนตกน้ำ


คำถาม  : ตกน้ำไม่จม ! ทำไงอ่ะ ?

คำตอบ : ประสบการณ์ที่ผมได้รับมาจากการเป็นครูสอนว่ายน้ำและเป็นวิทยากรอบรมครูสอนว่ายน้ำ และเจ้าหน้าที่ชีวพิทักษ์ (Lifeguard) ของสระว่ายน้ำสมาคม YMCA มาตั้งแต่ปี 2516 ทำให้ได้รับรู้ความจริงอย่างหนึ่งว่า หลักสูตรการเรียนการสอนว่ายน้ำในบ้านเราเป็นการสอนตามครู คือ เคยเรียนมาอย่างไรแค่ไหนก็จะสอนไปตามนั้น ที่สำคัญบ้านเรายังไม่มีหลักสูตรการเรียนการสอนว่ายน้ำ ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่เป็นระบบ ไม่มีสถาบันรับรอง ใครก็สอนว่ายน้ำได้ และการสอนจะเน้นให้ว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์ ท่ากบ ท่ากรรเชียงและท่าผีเสื้อ ซึ่งเป็นท่าว่ายน้ำ 4 ท่ามาตรฐานที่ใช้สำหรับการแข่งขัน (Competition Swimming) การสอนจึงเป็นการสอนให้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำ เราไม่ได้สอนเรื่องความปลอดภัยทางน้ำ การเอาชีวิตรอดจากอุบัติภัยทางน้ำ การช่วยคนตกน้ำ ทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ในเรื่องความปลอดภัยทางน้ำ มองไม่เห็นความสำคัญ และขาดความตระหนักด้านการป้องกันอุบัติภัยทางน้ำ เราไม่รู้วิธีช่วยคนตกน้ำที่ถูกต้องและปลอดภัยและที่สำคัญไม่รู้จักวิธีการที่จะเอาชีวิตรอด จากอุบัติภัยทางน้ำ จากการที่การสอนว่ายน้ำของเรามุ่งไปสู่ทักษะการว่ายน้ำเพื่อการแข่งขัน เมื่อสอนนักเรียนให้ว่ายน้ำ 4 ท่าหลัก ๆ ได้แล้วก็ถือว่า นักเรียนว่ายน้ำเป็นแล้วเรียนจบและไม่จมน้ำแล้ว ซึ่งนี่ทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองและสังคมพากันเชื่อและเข้าใจผิดไปด้วยว่า ลูกหลานของตนมีความปลอดภัยทางน้ำเพียงพอแล้ว
จากการที่เป็นวิทยากรให้การอบรมหลักสูตร การรักษาความปลอดภัยในกิจกรรมทางน้ำ (Life Saving and Water Rescue) ซึ่งมีเนื้อหาหลักอยู่เนื้อหาหนึ่งคือ การเอาชีวิตรอด (Self Rescue) ซึ่งเป็นการสอนให้ผู้เข้ารับการอบรมเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ชีวพิทักษ์ (Lifeguard) สามารถเอาชีวิตรอดจากอุบัติภัยทางน้ำได้ (ไม่จมน้ำ) ซึ่งก็คือ การฝึกทักษะการลอยตัวแบบต่างๆ ได้แก่ การลอยตัวแบบนอนหงาย (แม่ชีลอยน้ำ) การลอยตัวแบบนอนคว่ำ (Drown proofing หรือ Survival Floating) การลอยคอ ลูกหมาตกน้ำ (Tread water) ปรากฏว่า ผู้เข้ารับการอบรมซึ่งอยู่ในวัยทำงานอายุระหว่าง 20–40 ปี แทบทั้งหมดสามารถลอยตัวแบบนอนหงายได้้และได้นำไปทดลองสอนให้นักเรียนที่เข้ารับการอบรมหลักสูตร การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ ก็ปรากฏว่าส่วนใหญ่สามารถลอยตัวแบบนอนหงายได้
เมื่อนำเอาทักษะการเอาชีวิตรอดในน้ำ การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ มาสอดแทรกเข้าไปในเนื้อหาหลักสูตรสอนว่ายน้ำของสมาคม YMCA ทำให้ได้หลักสูตรการสอนว่ายน้ำที่ครบถ้วนสมบูรณ์ มีทั้งความรู้เรื่องความปลอดภัยทางน้ำ การเอาชีวิตรอด การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ (คนตกน้ำ คนจมน้ำ) รวมทั้งการปฐมพยาบาล การกู้ชีพด้วยการผายปอดและนวดหัวใจ ซึ่งก็คือหลักสูตร ว่ายสวย ช่วยเป็น เล่นปลอดภัย (Swim, Save and Survive) ซึ่งต่อมาสมาคมเพื่อช่วยชีวิตทางน้ำได้ให้การรับรองหลักสูตรว่ายสวย ช่วยเป็น เล่นปลอดภัย โดยมีระยะเวลาเรียนทั้งสิ้น 80 ชั่วโมง

การจมน้ำเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กเสียชีวิตและเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญ ในแต่ละปีมีเด็กจำนวนมากเสียชีวิตเพราะการจมน้ำ เนื่องจากไม่มีความรู้และตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดจากน้ำ เช่น การลงไปเล่นน้ำในแหล่งน้ำ โดยไม่รู้สภาพของแหล่งน้ำ เช่น ความลึก ความรุนแรงของกระแสน้ำ ว่ายน้ำยังไม่แข็ง ความคึกคะนอง และมีข้อมูลว่า จำนวน 2 ใน 3 ของเด็กที่เสียชีวิตจากการจมน้ำมีสาเหตุมาจากว่ายน้ำไม่เป็น (รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รพ.รามาธิบดี)
การเสียชีวิตจากการจมน้ำของเด็กไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพบว่า การจมน้ำเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 1 สูงมากกว่าการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ สูงเป็น 2 เท่าของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุการจราจร และสูงมากกว่าการเสียชีวิตจากไข้เลือดหลายเท่าตัว ในแต่ละปีเด็ก ไทยที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตจากการประมาณ 1,500 คน หรือเฉลี่ยวันละ 4 คน อัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำของเด็กต่อจำนวนประชากร 100,000 คน ในปี 2546 เท่ากับ 10.5 ปี 2547 เท่ากับ 10.7 ปี 2548 เท่ากับ 11.5 ปี 2549 เท่ากับ 11.5 และปี 2550 เท่ากับ 9.8
เด็กผู้ชายจมน้ำเสียชีวิตมากกว่าเด็กผู้หญิงประมาณ 2–3 เท่า ช่วงเวลาที่พบว่า มีเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำสูงคือ ช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงปิดภาคเรียนของเด็ก (เดือนมีนาคม ถึง เดือนพฤษภาคม) ส่วนเวลาก็เป็นช่วงเวลาบ่ายของวันหยุด (12.00–18.00 น.)
สำหรับช่วงอายุเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ มักจะเสียชีวิตภายในบ้านหรือในแหล่งน้ำในบ้านหรือใกล้ ๆ บ้าน และมักจะมีสาเหตุมาจากความพลั้งเผลอของพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก ในขณะที่ในกลุ่มเด็กที่มีอายุมากกว่าหรือตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป มักจะเกิดเหตุห่างจากบ้านออกไป ส่วนมากสาเหตุมักจะมาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความคึกคะนอง ว่ายน้ำยังไม่แข็งและช่วยคนตกน้ำไม่เป็น
แหล่งน้ำที่เกิดเหตุการณ์จมน้ำมากที่สุดคือ แหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แอ่งน้ำ คลอง แม่น้ำ ทะเล สถานที่รองลงมาคือ แหล่งน้ำที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น บ่อน้ำ ร่องน้ำ สระน้ำ นอกจากนี้ยังพบว่า ภาชนะกักเก็บน้ำใช้ภายในบ้านเช่น ถังแกลลอนสีใส่น้ำ ถังน้ำ อ่างน้ำ อ่างอาบน้ำ โอ่งเตี้ย ๆ ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงของเด็กเล็ก ๆ เด็กสามารถจมน้ำจนขาดอากาศหายใจได้แม้จะมีระดับน้ำเพียง 1–2 นิ้ว และสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เด็กเล็ก ๆ ตั้งแต่ 11 เดือน (ตั้งไข่) ไปจนถึงอายุ 4–5 ขวบ ยังไม่มีความกลัว ยังไม่รู้จักหรือเข้าใจถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการจมน้ำ (สุชาดา เกิดมงคลการ, ส้ม เอกเฉลิมเกียรติ สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข)

ตารางที่ 1 หน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลรักษาความปลอดภัยทางน้ำ แบ่งตามอายุได้ ดังนี้ ช่วงอายุสภาวะความรับรู้ผู้รับผิดชอบ
เด็กทารก เด็กแรกเกิดช่วยตัวเองไม่ได้พ่อ-แม่ ผู้ปกครอง พี่เลี้ยงเด็ก
11 เดือน – 4 ขวบ ช่วยตัวเองไม่ได้
เริ่มมีการเคลื่อนที่พ่อ-แม่ ผู้ปกครอง พี่เลี้ยงเด็ก
5 – 9 ขวบเคลื่อนที่ได้คล่องแคล่ว
ควรเรียนว่ายน้ำตัวเอง
พ่อ-แม่ ผู้ปกครอง พี่เลี้ยงเด็ก
10 ปีขึ้นไปเคลื่อนที่ได้คล่องแคล่ว
ควรจะว่ายน้ำเป็นแล้วตัวเอง

ตารางที่ 2 การเสียชีวิตจากการจมน้ำของประชากรทั่วโลก จำแนกตามเพศและภูมิภาค
WorldAFRAMREMREURSEARWPR
ชาย281,71767,65421,18120,71230,32255,25887,600
หญิง127,55423,3114,4086,9047,19636,52049,216
รวม409,27290,96524,58927,61637,51891,778136,816
อัตราส่วน (ช : ญ)2.2 : 12.9 : 14.6 : 13 : 14.2 : 11.5 : 11.8 : 1
% การเสียชีวิต10022.366.89.122.433.4
อัตรา *6.814.23.05.74.36.08.1

AFR = แอฟริกา AMR = อเมริกา EMR = เมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก
EUR = ยุโรป SEAR = เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ WPR = แปซิฟิกตะวันตก
* อัตราต่อประชากร 100,000 คน
ที่มา : Global Burden of Disease; GBD 2000

ปี 2550–2551 จากรายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาการจมน้ำเสียชีวิต ของเด็กที่มีจำนวนมากขึ้นอย่างน่าตกใจ กระตุ้นให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีความตื่นตัวเป็นอย่างมาก โรงเรียนหลาย ๆ แห่งเริ่มเห็นความสำคัญและได้เชิญให้วิทยากรของสมาคมเพื่อช่วยชีวิตทางน้ำไปบรรยาย เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยทางน้ำ การเอาชีวิตรอด การช่วยคนตกน้ำ ให้แก่นักเรียน ในขณะเดียวกันศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี (นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์) วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข (สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์และวิทยาลัยการสาธารณสุข) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์กรพันธมิตรเพื่อความปลอดภัยในเด็ก (TASC) และสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกันจัดการประชุมเพื่อแสวงหาหนทางที่จะแก้ไขปัญหาการจมน้ำในเด็ก สมาคมเพื่อช่วยชีวิตทางน้ำ โดยพันเอกอดิศักดิ์ สุวรรณประกร ได้เสนอหนทางแก้ไขด้วยหลักสูตร การว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด (Survival Swimming) ซึ่งเอามาจากแผนการสอนชั่วโมงที่ 1–20 ของหลักสูตรว่ายสวย ช่วยเป็น เล่นปลอดภัย ของสมาคมเพื่อช่วยชีวิตทางน้ำ และต่อมาสมาคมเพื่อช่วยชีวิตทางน้ำได้ร่วมกับสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขทำการทดสอบ พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรให้เหลือ 15 ชั่วโมงเพื่อใช้สอนนักเรียนว่ายน้ำระดับ Pre-beginner ในโรงเรียนทั่ว ๆ ไปได้พอดีใน 1 ภาคการศึกษา

ทางออก
เป็นเวลา 40–50 ปี มาแล้วที่พวกเราครูสอนว่ายน้ำ จะสอนเฉพาะท่าว่ายน้ำเพื่อการแข่งขัน เราไม่ได้สอนลูกศิษย์ของเราให้ได้รับรู้ถึงเรื่องความปลอดภัยทางน้ำ วิธีป้องกันอุบัติภัยทางน้ำ การแก้ไขเมื่อเกิดอุบัติภัยทางน้ำ การเอาชีวิตรอดเมื่อประสบอุบัติภัยทางน้ำ การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ (คนตกน้ำ คนจมน้ำ) รวมทั้งการปฐมพยาบาล การกู้ชีพด้วยการผายปอดและนวดหัวใจ ดังนั้นเราควรจะสอนการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งเปรียบเสมือนการเรียนว่ายน้ำขั้น Pre-beginner ให้ลูกศิษย์เราเสียก่อนแล้วจึงค่อยสอนว่ายน้ำเพื่อการแข่งขันต่อและควรจะครอบคลุมเรื่อง ความปลอดภัยทางน้ำ (Water Safety Knowledge) การเอาชีวิตรอด (Self Rescue) การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ (Water Rescue) แล้วก็สอนการกู้ชีพด้วยการผายปอดและนวดหัวใจ (Cardio Pulmonary Resuscitation: CPR) ไปด้วยเลย ลูกศิษย์ว่ายน้ำของเราก็จะมีความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยทางน้ำที่ครบถ้วนสมบูรณ์ มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถที่จะวางแผนหรือเพิ่มระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยให้แก่ตนเอง ครอบครัวและบุคคลอื่น ๆ ได้ สามารถจะเอาชีวิตรอดจากอุบัติภัยทางน้ำได้ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย นอกจากนี้ยังสามารถจะทำการผายปอดและนวดหัวใจ เพื่อกู้ชีพผู้ประสบภัยที่ขาดอากาศหายใจได้

ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยทางน้ำ (Water Safety Knowledge)
เรื่องนี้เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน เรามักจะได้รับรู้จากข่าวสารว่า มีเด็กเล็ก ๆ หรือเด็กทารกเสียชีวิตเพราะหายใจไม่ออกกด้วยการนอนคว่ำหรือหน้าคว่ำอยู่ในกะละมัง สำหรับอาบน้ำเด็กหรือกะละมังซักผ้า เด็กที่กำลังตั้งไข่หรือหัดเดิน อายุประมาณ 11 เดือน–1 ขวบ จมน้ำตายเพราะศีรษะทิ่มอยู่ในถังแกลลอนสีที่มีน้ำเพียงครึ่งเดียวหรือประมาณ 8 นิ้วฟุต มีข่าวลงหนังสือพิมพ์ 2 ราย นอกจากนี้ก็มีหลานคลานตกระเบียงบ้านไปจมน้ำครำใต้ถุนบ้าน เด็กผู้หญิง 3–4 ขวบ เดินออกไปหาแม่ที่ปากซอย พลัดตกจากสะพานทางเดินที่ไม่มีระเบียงกั้นลงไปจมน้ำตายในคลอง หลายปีมาแล้วเกิดเหตุการณ์โป๊ะรอเรือข้ามฟากล่มใกล้ ๆ โรงพยาบาลศิริราช เรือภัตตาคารล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา เรือเร็ว (Speed boat) ล่มที่ จว.ภูเก็ต หรือเรือเร็วชนกันที่ เมืองพัทยา และใบพัดเรือฟันนักดำน้ำเสียชีวิต ฯลฯ
เรื่องความปลอดภัยทางน้ำนี่เมื่อเราได้เรียนรู้ว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร มีสาเหตุมาจากอะไร เราจะได้เตรียมการป้องกันหรือหลีกเลี่ยงเอาไว้ก่อนเพื่อที่มันจะได้ไม่เกิดขึ้น โดยเริ่มที่ตัวเรา ครอบครัวของเรา ภายในบ้านของเรา ได้แก่ เทน้ำทิ้งจากภาชนะเก็บกักน้ำในบ้านเมื่อเสร็จภารกิจหรือไม่ต้องการใช้งานแล้ว ถังน้ำ กะละมัง โอ่ง อ่างทั้งหลายแม้แต่อ่างอาบน้ำ เหล่านี้ล้วนเป็นกับดักในบ้านที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุทางน้ำถึงตายได้ทั้งสิ้น การป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด จากภายในบ้าน ในครอบครัวแล้วเราออกไปดูรอบ ๆ บริเวณบ้านของเรารวมทั้งใต้ถุนบ้านด้วยว่า มีกับดักหรือจุดเสี่ยงอยู่ตรงไหนบ้างจากภายในบ้าน บริเวณบ้านออกไปในชุมชน เช่น มีคูหรือรางระบายน้ำ บ่อน้ำ แอ่งน้ำหรือแหล่งน้ำที่น่าจะมีอันตรายอยู่ตรงไหนบ้าง เราจะป้องกันอุบัติภัยทางน้ำในบริเวณนั้น ๆ ได้อย่างไร เช่น ที่บ่อน้ำมีขอบบ่อตั้งขึ้นมาหรือไม่ มีฝาปิดปากบ่อหรือเปล่า จะต้องทำฝาปิดบ่อหรือไม่ แหล่งน้ำบางแห่งเช่น คูหรือรางระบายน้ำเราปิดไม่ได้ เด็ก ๆ เข้าถึงแหล่งน้ำเหล่านั้นได้ง่ายเพียงใด ลูกหลานของเรามีความสามารถในการว่ายน้ำได้ระดับไหน หากมีเพื่อนตกน้ำเขาจะช่วยอย่างไร จะกระโดดลงน้ำว่ายออกไปให้คนตกน้ำกอดแล้วจมน้ำตายไปด้วยกันหรือไม่ จากในชุมชนเรามาดูกันที่การเดินทางและการท่องเที่ยว ซึ่งไกลตัวออกไปอีกหน่อย แต่เราต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแน่นอน เช่นการเดินทางไปหรือกลับจากโรงเรียนหรือจากที่ทำงาน ย่อมต้องโดยสารรถประจำทาง ลงเรือข้ามฟากหรือโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยา เรือด่วนคลองแสนแสบ หรืออาจจะมีโอกาสไปทานข้าวบนเรือที่ดัดแปลงเป็นภัตตาคาร หากรถที่เราโดยสารอยู่ตกลงไปในน้ำ อุบัติเหตุทางการจราจรที่เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นอุบัติภัยทางน้ำ หากเรือหรือโป๊ะล่มก็จะเกิดอุบัติภัยทางน้ำซึ่งจะมีผู้ประสบภัยในคราวเดียวหลายคน เราจะเอาชีวิตรอดจากอุบัติภัยที่เกิดขึ้นนี้ได้อย่างไร หนทางที่ดีที่สุดก็คือ เรียนรู้ให้มาก ๆ ว่า อุบัติภัยทางน้ำนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร จากสาเหตุใดบ้าง ซึ่งความรู้นั้นๆ จะนำไปสู่การป้องกันการเกิดอุบัติภัยหรืออย่างน้อยทำให้เราสามารถลดโอกาส ที่จะเกิดอุบัติภัยทางน้ำให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และนอกจากจะเตรียมการป้องกันไว้แล้วก็ยังสามารถจะเตรียมการช่วยเหลือ และเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำได้ด้วย

การเอาชีวิตรอด (Self Rescue)
เมื่อเกิดอุบัติภัยทางน้ำ เรือล่มหรือมีคนตกน้ำ หากผู้ประสบภัยทางน้ำว่ายน้ำไม่เป็น อุบัติภัยทางน้ำ การประสบภัยทางน้ำนั้นจะพัฒนาไปสู่การเสียชีวิต ดังนั้นทักษะทางน้ำจึงมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตประจำวัน จะว่ากันไปแล้วทักษะใด ๆ ในการดำรงชีวิตที่ว่าจำเป็นก็ไม่สำคัญเท่าทักษะทางน้ำ การขี่จักรยานหรือขับรถไม่เป็น ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ แม้แต่การเล่นกีฬาต่าง ๆ หากเล่นไม่เป็นก็ดูได้ แต่หากว่ายน้ำไม่เป็นแล้วประสบอุบัติภัยทางน้ำจมน้ำตายแน่นอน ประเด็นหนึ่งที่ผมจะขอพูดถึงก็คือ พวกเรายังมีเชื่อและความเข้าใจกันไปผิด ๆ ว่าการสอนลูกหลานของเราให้ว่ายน้ำเป็นก็เพียงพอแล้วที่จะป้องกันการจมน้ำตายได้ แต่หากเราแบ่งระดับทักษะความสามารถของเราในเรื่องว่ายน้ำก็พอจะแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ได้ดังนี้
1. กลุ่มว่ายน้ำไม่เป็น ตกน้ำเมื่อไรก็จมน้ำตายแน่นอนภายใน 2–3 นาที
2. กลุ่มว่ายน้ำเป็น กลุ่มนี้หากตกน้ำก็จะไม่จม สามารถจะเอาชีวิตรอดได้ แต่หากจะต้องว่ายน้ำเข้าฝั่งระยะทาง 3–5 กิโลเมตร เขาจะว่ายได้หรือไม่ และหากจะต้องลอยตัวอยู่ในน้ำเพื่อรอความช่วยเหลือจะรอได้นานแค่ไหน 10, 20, 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง
3. กลุ่มนักกีฬาว่ายน้ำ กลุ่มนี้จะต้องซ้อมว่ายน้ำวันหนึ่งประมาณไม่ต่ำกว่า 5-6 กิโลเมตร ซึ่งหากประสบอุบัติภัยทางน้ำก็อาจจะว่ายได้ 10–15 กิโลเมตร
แต่กลุ่มที่ 2 และ 3 นี้จะต้องเคยเรียนว่ายน้ำหรืออาจจะฝึกหัดด้วยตัวเองหรือว่ายเป็นเองก็ได้ แต่การที่จะว่ายน้ำได้ไกล ๆ จะต้องฝึกซ้อมมาก ส่วนการลอยตัวที่ปกติเราจะฝึกการลอยตัวแบบตั้งตรงหรือที่เรียกว่า การลอยคอหรือการลอยตัวแบบลูกหมาตกน้ำ การลอยตัวท่านี้จะต้องฝึกทักษะการใช้ฝ่ามือ แขน ขา ฝ่าเท้าในการถีบผลักน้ำอย่างมากจึงจะลอยตัวในท่านี้ได้ดีและต้องใช้เวลาฝึกนาน อาจจะต้องเรียนว่ายน้ำเกินกว่า 50 ชั่วโมง

ทำไมคนถึงจมน้ำ
จริง ๆ แล้วโดยธรรมชาติและด้วยกฎของ “อาร์คิมิดิส” ร่างกายของเรานั้น "ลอยน้ำได้" แต่ที่คนจมน้ำก็เพราะคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น ดังนั้นเมื่อตกน้ำจะตื่นตระหนกตกใจกลัวจะจมน้ำตาย กลัวจะหายใจไม่ออก จึงพยายามดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดด้วยการใช้มือและเท้าถีบ หรือพุ้ยน้ำเพื่อดันให้ตัวลอยอยู่ที่ผิวน้ำจะได้หายใจได้ แต่นั่นกลับเป็นการเร่งให้จมน้ำเร็วยิ่งขึ้น เพราะไม่นานก็จะหมดแรง และจะถูกน้ำหนักของร่างกายส่วนที่โผล่พ้นน้ำกดลง ยิ่งส่วนของร่างกายโผล่พ้นน้ำขึ้นมามากเท่าไรก็จะยิ่งมีน้ำหนักกดลงมามากยิ่งขึ้น วิธีการที่จะเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำที่ถูกต้องคือ การลอยตัวอยู่นิ่ง ๆ จะเป็นแบบนอนหงายให้ปาก และจมูกโผล่พ้นน้ำหายใจได้ ก็จะไม่จมน้ำ หรือแบบนอนคว่ำลำตัวจะลอยปริ่มน้ำสามารถจะเงยหน้าขึ้นมาหายใจได้ ที่สำคัญคือให้ลอยอยู่ที่ผิวน้ำโดยใช้กำลังให้น้อยที่สุดจะได้ไม่เหนื่อย ไม่หมดแรงการยิ่งดิ้นรนให้ตัวพ้นน้ำเป็นการใช้กำลังที่ผิด ในที่สุดก็จะหมดแรงดิ้นรนนำไปสู่การจมน้ำตาย

การลอยตัว มี 3 แบบ ได้แก่
1. การลอยคอหรือลอยตัวแบบลูกหมาตกน้ำ
2. การลอยตัวแบบนอนคว่ำ (ปลาดาวคว่ำ แมงกะพรุน)
3. การลอยตัวแบบนอนหงาย (แม่ชีลอยน้ำ)

การลอยคอ หรือการลอยตัวแบบลูกหมาตกน้ำ (Tread water)

การลอยตัวด้วยท่านี้ลำตัวจะอยู่ในแนวตั้งตรงหรือเอนไปข้างหน้าเล็กน้อย ศีรษะตั้ง ปากและจมูกจะพ้นระดับน้ำเพื่อหายใจ มือทั้งสองจะสลับกันพุ้ยน้ำลงข้างล่าง ฝ่าเท้าและขาจะถีบน้ำสลับกันแบบขี่จักรยานหรืออาจจะใช้วิธีเตะเท้าสลับกัน (Flutter kick) แต่เปลี่ยนทิศทางผลักดันให้น้ำลงไปด้านล่างเพื่อดันให้ร่างกายลอยขึ้นมา การจะลอยตัวท่านี้ได้ดีจะต้องฝึกการใช้ฝ่ามือ แขน ขาและฝ่าเท้าถีบผลัก และพุ้ยน้ำให้ชำนาญ จะใช้เวลาฝึกนาน นักเรียนว่ายน้ำจะลอยตัวท่านี้ได้ดีมักจะต้องเรียนว่ายน้ำนานไม่ต่ำกว่า 50 ชั่วโมง การลอยตัวท่านี้จะช่วยให้มองเห็นทิศทางและสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัว

การลอยตัวแบบนอนคว่ำ (ปลาดาวคว่ำ แมงกะพรุน Drown proofing or Survival floating)

ท่านี้ฝึกง่ายและคนส่วนใหญ่จะลอยน้ำท่านี้ได้ โดยการหายใจเข้าเต็มปอดแล้วกลั้นเอาไว้ จากนั้นให้นอนคว่ำหน้าลงในน้ำปล่อยตัวตามสบาย ลำตัวอาจจะตรง หรือโค้งเล็กน้อย แขน และขากางออกปล่อยตามสบายไม่เกร็ง เมื่อใกล้จะสุดกลั้นลมหายใจให้หายใจออก ด้วยการเป่าลมออกทางปากแล้วเงยหน้าขึ้น หายใจเข้าทางปากแล้วคว่ำหน้าลงไปในน้ำอีก ในขณะที่เงยหน้าขึ้นเพื่อหายใจให้ใช้มือผลักน้ำให้ลำตัวลอยขึ้นเล็กน้อย ท่านี้จะใช้ลอยตัวในน้ำมีคลื่นและลมพัดแรงจัด เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าจมูก ปาก

การลอยตัวแบบนอนหงายหรือแม่ชีลอยน้ำ (Face-up floating)

การลอยตัวท่านี้จะเหมือนกับการนอนหงายอยู่บนที่นอน ที่สำคัญคือลำตัวต้องเหยียดตรง เงยหน้า แขนแนบอยู่ข้างลำตัว ขาเหยียดตรง การที่เราลอยตัวแบบนอนหงายได้นั้นเป็นไปตามกฎของอาร์คิมิดิสและการแผ่กระจายน้ำหนัก ตามมาด้วยองค์ประกอบอื่น ๆ ในร่างกายของแต่ละคน ได้แก่
1.ขนาดของความจุปอด ปอดจะเป็นเสมือนถุงลมใบใหญ่ในร่างกายเรา ดังนั้นเมื่อเราหายใจเข้าให้เต็มปอดแล้วกลั้นเอาไว้ ลมในปอดจะเป็นเสมือนชูชีพใบใหญ่ของเรา
2.ปริมาณของไขมันที่แทรกอยู่ในกล้ามเนื้อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่คนอ้วนๆ ก็อาจจะลอยได้ยากกว่าคนผอม เพราะปริมาณของไขมันในร่างกายกับน้ำหนัก
3.ความหนาแน่นของกระดูก คนที่มีความหนาแน่นของกระดูกสูงก็จะมีน้ำหนักถ่วงให้จมมากกว่า ดังนั้นผู้หญิงลอยน้ำในท่านี้ได้ดีกว่าผู้ชาย
ที่สำคัญต้องฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ร่างกายของเรานั้นลอยน้ำได้ เนื่องจากสังคมมีความเข้าใจว่า ต้องทำวิปัสสนาหรือทำสมาธิจึงจะลอยน้ำได้ หากเราทำความเข้าใจในกฎของอาร์คิมิดิสและการแผ่กระจายน้ำหนัก โดยธรรมชาติแล้วร่างกายมนุษย์